ค่า SPF กับ PA ในครีมกันแดด คืออะไร? ...ทำไมต้องมีเครื่องหมาย “+”

Last updated: May 28, 2020  |  403 จำนวนผู้เข้าชม  |  บทความเครื่องสำอาง Article ข่าวสาร

ค่า SPF กับ PA ในครีมกันแดด คืออะไร? ...ทำไมต้องมีเครื่องหมาย “+”

       อาจจะเคยได้ยินกันว่า “UV มีอยู่ทุกที่” นั่นคือเรื่องจริงที่สุด ไม่ว่าจะอยู่บ้าน ในตึก รถ ออฟฟิศ หน้าจอคอมพิวเตอร์ และนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ต้องป้องกันผิวของเราตลอดเวลา

       ศัพท์ของครีมกันแดดที่เราเห็นกันบ่อยๆ ก็จะมีอยู่ไม่กี่คำ UVA UVB UVC หรือ SPF PA ที่มีตั้งแต่บวกเดียว สองบวก หรือสามบวก รู้กันไหมว่าศัพท์เหล่านี้มันสื่อถึงอะไร วันนี้เรามารู้จักคำศัพท์เหล่านี้กันดีกว่าค่ะ จะได้เลือกใช้ครีมกันแดดได้อย่างถูกต้องกันค่ะ

       รังสี UVA : รังสีที่สามารถแทรกซึมลึกเข้าสู่ชั้นผิวหนังแท้ ทำให้เซลล์ผิวหนังเสื่อมสภาพ และอาจนำไปสู่มะเร็งผิวหนังหรือผิวเหี่ยวย่น จำง่ายๆ คือ A = Aging หรือความแก่นั่นเองค่ะ

       รังสี UVB : B = Burn หรือความไหม้เกรียม รังสีนี้จะทำให้ผิวมีสีแทน หมองคล้ำ หรือผิวไหม้จากแสงแดดนั่นเองค่ะ

       รังสี UVC : รังสีประเภทนี้นั้นจะถูกดูดซับไว้ในชั้นบรรยากาศของโลก ไม่สามารถมาทำอันตรายกับผิวได้ ดังนั้นจึงเลิกกังวลได้เลยค่ะ

       SPF หรือ Sun Protection Factor คือความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UVB) หมายเลข SPF จะบ่งบอกว่า ใช้เวลานานเท่าใดในการเผาผิวไหม้เมื่อผิวเราสัมผัสแสงแดด ปกติก็จะประมาณ 10-20 นาที เช่น SPF20 ก็จะช่วยปกป้องผิวจากการไหม้นานกว่าประมาณ 20 เท่า หรือประมาณ 200-400 นาทีนั่นเองค่ะ ในปัจจุบันค่า SPF ที่มากที่สุดอยู่ที่ 50 ค่ะ แต่แนะนำว่า ควรทาครีมกันแดดซ้ำอย่างน้อยทุก 2-4 ชั่วโมง เพราะว่าเหงื่ออาจล้างครีมกันแดดออกไปโดยที่เราไม่รู้ตัว

 



       PA ย่อมาจาก Protection grade of UVA คือ การแสดงถึงระดับการป้องกันจากรังสี UVA

       PA+ = การป้องกัน UVA 2 เท่าของผิวปกติ หรือป้องกันได้น้อย

       PA++ = การป้องกัน UVA 4 เท่าของผิวปกติ หรือป้องกันได้ปานกลาง

       PA+++ =   การป้องกัน UVA 8 เท่า หรือป้องกันได้มาก

       ได้รู้จักศัพท์และความหมายเกี่ยวกับครีมกันแดดไปแล้ว อย่าลืมเอาไปใช้ตอนเลือกซื้อครีมกันแดดกันด้วยนะคะ จะได้ตรงกับการใช้งานและใช้ครีมกันแดดได้เต็มประสิทธิภาพกันค่ะ  
 

  
  
    
    
  
 


 

ขอบคุณที่มา : today.line.me

 

 

 

คลิกดูมาตรฐานของเดอร์มา อินโนเวชั่น 

www.derma-innovation.com/our-standard