รู้เท่าทัน! อันตรายจาก รังสี UV

Last updated: Mar 8, 2019  |  3626 จำนวนผู้เข้าชม  |  บทความเครื่องสำอาง Article ข่าวสาร

รู้เท่าทัน! อันตรายจาก รังสี UV

รู้หรือไม่! แสงแดดในบ้านเรามาพร้อมกับรังสี UV ที่เป็นตัวการในการทำลายผิวของเราให้เสียได้อย่างง่ายดาย  รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสียูวี หรือในชื่อภาษาไทยว่า รังสีเหนือม่วง เป็นช่วงหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงที่มองเห็น แต่ยาวกว่ารังสีเอกซ์อย่างอ่อน มีความยาวคลื่นในช่วง 400-10 นาโนเมตร
 
สาเหตุที่มันได้ชื่อ "รังสีเหนือม่วง"  เนื่องจากสเปกตรัมของมันประกอบด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่สูงกว่าคลื่นที่มนุษย์มองเห็นเป็นสีม่วง โดยแสงอัลตร้าไวโอเล็ต สามารถแบ่งออกมาเป็น 3 ประเภทตามความยาวคลื่นได้แก่
 
1. UVA : ความยาวคลื่น 315 – 400 nm ย่อมาจากอัลตร้าไวโอเล็ตเอ ซึ่งเราเรียกง่ายๆว่า "UV Aging – ยูวีเอจจิ้ง" เพราะยูวีเอเป็นสาเหตุให้เกิดความเสียหายต่อผิวระยะยาวและปัญหาผิวแก่ก่อนวัย รอยเหี่ยวย่อน ตีนกา นั่นเอง


2. UVB  : ความยาวคลื่น 280 – 315 nm ย่อมาจากอัลตร้าไวโอเล็ตบี ซึ่งเราเรียกง่ายๆว่า "UV Burning – ยูวีเบิร์นนิ่ง" เพราะมันทำให้ผิวถูกแดดเผา และไม่เหมือนกับยูวีเอเพราะยูวีความเข้มแตกต่างกัน  ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิด มะเร็งผิวหนังนั่นเอง
 
3. UVC : ความยาวคลื่น 100 – 280 nm ย่อมาจากอัลตร้าไวโอเล็ตซี ซึ่งเป็นรังสีที่ร้ายแรงที่สุด เพราะสามารถทำอันตรายต่อชีวิตได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามสำหรับรังสีชนิดนี้ ชั้นโอโซนจะเป็นผู้ช่วยปกป้องไม่ให้ผ่านเข้ามาสู่ผิวโลกได้

 
  
  
    
    
    
  

 

      นอกจากรังสียูวีที่เป็นตัวการของผิวเสียแล้ว  คุณรู้หรือไม่ว่ามันยังทำลายสุขภาพดวงตาของเราได้ด้วย ดังนั้นเราลองมาดูกันว่าผลเสียจากการตากแดดจัดเป็นเวลานานจะทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

  1. กระจกตาอักเสบ
          อาการกระจกตาอักเสบพบบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ โดยผู้ป่วยจะมีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสง ตาแดง ซึ่งเป็นอาการตาอักเสบระยะแรกๆ ก่อนจะลามไปเป็นต้อเนื้อ ต้อลม หรือต้อกระจก หากยังปล่อยให้รังสียูวีทำร้ายดวงตาต่อไปนาน ๆ 


  2. โรคต้อกระจก
          รังสียูวีส่งผลให้เกิดต้อกระจกได้ง่าย และทำให้จอตาเสื่อมสภาพลง โดยทั้งสองกรณีนี้มีการสันนิษฐานว่า แสงยูวีอาจกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนและเกิดปฏิกิริยากับไขมันที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้  และแม้ว่าต้อกระจกจะสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีอายุมากขึ้น ทว่าสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดต้อกระจกได้เร็วขึ้นนั่นก็คือเจ้ารังสียูวีตัวร้าย และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมนักกีฬาส่วนใหญ่ที่ต้องอยู่กลางแจ้งบ่อย ๆ แม้จะอายุยังไม่มาก ก็มักจะเป็นต้อกระจกได้ ซึ่งต้นเหตุก็เป็นเพราะได้รับแสงยูวีในปริมาณที่มากเกินไปนั่นเองค่ะ

          ทั้งนี้อาการของโรคต้อกระจกก็คือ เลนส์แก้วตาจะเริ่มขุ่นมัวทีละน้อย ๆ แต่หากเป็นมาก ๆ เข้า ความขุ่นมัวจะลุกลามเข้าไปถึงส่วนกลางของกระจกตา ซึ่งจะทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนเหมือนปกติ


  3. โรคต้อเนื้อ
          ต้อเนื้อเป็นการเสื่อมของเยื่อบุตา กลายเป็นเนื้อสีแดงรูปสามเหลี่ยมยื่นเข้าสู่ตาดำ เกิดจากเยื่อบุตาส่วนนั้นถูกแสงยูวีจากดวงอาทิตย์มากเกินไป โดยหากเป็นต้อเนื้อแล้ว จะรู้สึกเคืองตา แสบตา คันตา ตาแดง น้ำตาไหล และอาการจะเป็นมากขึ้นเมื่ออยู่กลางแจ้ง โดนแดดและโดนลม ในผู้ที่เป็นน้อยมักไม่มีอาการผิดปกติ ซึ่งอาจดูเหมือนไม่อันตราย แต่ในบางกรณี หากต้อเนื้อลุกลามไปบดบังตรงกลางของกระจกตา อาจมีผลต่อการมองเห็นได้ค่ะ


  4. มะเร็งผิวหนัง
          รังสี UV จะทำลาย DNA (genotoxic) ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ และในแสงแดดเองก็มีสารกระตุ้นเซลล์เนื้อร้ายอย่างมะเร็งอยู่แล้ว ดังนั้นหากปล่อยให้ผิวหนังเจอเข้ากับแสงแดดจัด ๆ โดยตรงเป็นเวลานาน ก็อาจจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนังมากขึ้นไปอีก อย่างที่ผลการวิจัยจากเว็บไซต์ Science Learning ที่เผยว่า กว่า 90% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนัง มีสาเหตุมาจากรังสี UV แทบทั้งสิ้น!


  5. ผิวไหม้แดด
          อยากได้ผิวสีแทนแล้วไปตากแดดตอนนี้อาจได้ผิวไหม้แดดมาแทนก็ได้ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่รังสียูวีมีความเข้มข้นสูงมากเป็นพิเศษ ซึ่งอาจแผดเผาเซลล์ผิวของเราให้เสียหายได้ง่าย ๆ ยิ่งหากตากแดดนาน ๆ ผิวได้รับรังสียูวีเกินขนาด เส้นเลือดก็จะพยายามไหลเวียนมายังเซลล์ผิวที่ถูกรังสียูวีทำลาย เป็นเหตุให้ผิวของเรามีสีแดงจัดก่อนจะพบว่ากลายเป็นผิวไหม้เกรียมแดดในอีกไม่ช้า และก็แน่นอนว่าย่อมเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนัง ในกรณีที่ปล่อยให้แดดเลียผิวเป็นประจำนะคะ


  6. ทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว
          นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า รังสียูวีที่ทำให้เกิดอาการผิวไหม้แดดอาจส่งผลกระทบมาถึงการกระจายตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยป้องกันและช่วยต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย อีกทั้งยังอาจส่งผลกระทบมาถึงระบบภูมิคุ้มกันได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังถูกแดดเผา และหากกลับไปให้รังสียูวีทำร้ายซ้ำอีกครั้ง ระบบภูมิคุ้มกันก็จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ


  7. การติดเชื้อ
          อย่างที่บอกว่ารังสียูวีอาจทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว และระบบภูมิคุ้มกันได้ ดังนั้นร่างกายเราจึงสุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายดายขึ้น โดยเฉพาะการติดเชื้อจากปรสิต


  8. 8. ทำผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย
          ยิ่งโดดแดดผิวยิ่งเหี่ยวไว เนื่องจากรังสียูวีสามารถทำลายคอลลาเจนในเซลล์ผิวและเนื้อเยื่อใต้ชั้นผิวหนังของเราได้ ทำให้เกิดปัญหาริ้วรอย จุดด่างดำ ความหมองคล้ำ และรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย ซึ่งไม่ได้มีปัญหาแค่เฉพาะผิวหน้านะคะ แต่กับผิวที่โผล่พ้นร่มผ้าอย่างผิวบริเวณคอ แขน ขา ก็อาจได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน และอย่าลืมคิดไปเผื่อความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนังด้วย ดังนั้นทางที่ดีควรทาครีมกันแดดปกป้องผิวไปในเบื้องต้นทุกครั้งก่อนจะออกแดด
 
 
ที่มา : https://health.kapook.com, https://th.wikipedia.org/wiki, http://women.sanook.com
 

 

 

    "รู้อย่างนี้แล้วสาวมั่นอย่างเราๆ ควรจะใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์เพื่อปกป้องผิวให้เหมาะสมตามสภาวะแวดล้อมที่เราต้องใช้ชีวิตประจำวัน แล้วก็อย่าลืมนะค่ะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กับผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้ และอย่าลืมทาซ้ำเมื่อต้องออกแดดเป็นเวลานานนะค่ะ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีค่ะ"

มิสเดอร์มา
by Derma Innovation