ปัญหาสิวอักเสบ เกิดจากอะไร ? ดูแลแบบไหนไม่ให้ทิ้งรอย

Last updated: 21 พ.ย. 2566  |  1207 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ปัญหาสิวอักเสบ เกิดจากอะไร ? ดูแลแบบไหนไม่ให้ทิ้งรอย

สิวอักเสบ คืออะไร ?

 


“สิวอักเสบ” (Inflammatory acne) หรือ Papulopustular acne คือ “สิว” ที่มาจากสิวผดและสิวอุดตันที่มีแบคทีเรียเจริญเติบโต โดยจะดึงดูดเซลล์เม็ดเลือดขาวเข้าไปยับยั้ง กระตุ้นให้เกิด ”การอักเสบ” นอกจากนี้เมื่อเกิดการอุดตัน จะมีเอนไซม์เข้าไปช่วยในการย่อยน้ำมันให้กลายเป็นกรดไขมัน แต่ด้วยการอุดตันที่มากจนเกินไป ส่งผลให้เกิดการอักเสบได้ ซึ่งเมื่อเกิดสิวก็อาจทำให้รู้สึกเจ็บบริเวณที่เกิดสิว อาจทิ้งรอยดำรอยแดงแม้จะรักษาสิวหายแล้วก็ตาม ทำให้ผู้ที่เป็นสิวรู้สึกไม่มั่นใจหรือกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำะวัน ทั้งนี้ปัจจัยและสาเหตุที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยภายนอกหรือปัจจัยภายใน โดยมิสเดอร์มาจะมาพูดถึงสาเหตุของการเกิดสิวอักเสบ ประเภทของสิวอักเสบ การป้องกัน การรักษา รวมทั้งสกินแคร์ที่ช่วยลดสาเหตุของการเกิดสิวและบำรุงหลังการเกิดสิวอีกด้วย มาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันได้เลยค่ะ

 

สิวอักเสบ เกิดจากสาเหตุใดบ้าง ?

 

  สิวอักเสบจากปัจจัยภายใน

ฮอร์โมนภายในร่างกาย (ฮอร์โมน) สิวฮอร์โมน เกิดจากการเปลี่ยนของระดับฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล ซึ่งฮอร์โมนจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน ให้ผลิตซซีบัมหรือน้ำมันออกมาเป็นจำนวนมาก นำไปสู่การอุดตัน และส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเพิ่มขึ้น จนเกิดการอักเสบ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เช่น

  • ช่วงการเจริญเติบโต มักพบกลุ่มวัยรุ่น 

  • ช่วงประจำเดือน

  • ช่วงหลังจากการหยุดใช้ยาคุมกำเนิด

  • ช่วงการตั้งครรภ์

  • ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome : PCOS)

  • ภาวะHyperandrogenism

  • ภาวะความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ

  • ฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) ฮอร์โมนเพศชาย เป็นฮอร์โมนที่ทำให้ผู้ชายเข้าสู่วัยมีสรีระ ฮอร์โมนชนิดนี้จะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้เกิดน้ำมันส่วนเกิน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว

  • ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) ฮอร์โมนที่พบในเพศชายและหญิง เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นจะทำให้ผลิตฮอร์โมนชนิดนี้มากกว่าปกติ  ส่งผลเกิดการกระตุ้นการผลิตน้ำมันออกมาเป็นจำนวน ทำให้เกิดการอุดตันและการอักเสบตามมาเช่นเดียวกัน

  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ฮอร์โมนเพศหญิง มีมากในช่วงประจำเดือน ส่งผลให้ไปกระตุ้นต่อมไขมันเช่นเดียวกัน และฮอร์โมนนี้สัมพันธ์กับช่วงวัยหมดประจำเดือนเช่นเดียวกัน เนื่องจากพอถึงวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนชนิดนี้จะมีการลดระดับลง เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

  • โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ฮอร์โมนเพศหญิงเช่นเดียวกัน มีมากในช่วงประจำเดือน ส่งผลกระตุ้นต่อมไขมัน ทำให้ช่วงก่อนมีประจำเดือนและระหว่างมีประจำเดือนเกิดสิวขึ้นนั่นเอง

  • ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าสดชื่น ฮอร์โมนจะสูงขึ้นและลดลงในช่วงกลางคืนเพื่อให้ร่างกายพักผ่อน แต่หากมีความเครียดหรือนอนไม่หลับ ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงขึ้น เกิดการผลิตไขมันมากขึ้น

  • ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในร่างกาย ถ้าหากในเลือดมีปริมาณสูงขึ้นมากจนเกิน ไม่ว่าจากการทานอาหาร ชนม และน้ำดื่มที่มากขึ้น ร่างกายจะตอบสนองโดยการหลังอินซูลินมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งหากฮอร์โมนชนิดนี้ถูกผลิตออกมา มีผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแอนโดรเจนเช่นกัน ทำให้ผลิตน้ำมันมากขึ้นและเกิดสิวได้

  สิวอักเสบจากปัจจัยภายนอก

  • มลภาวะทางอากาศ มีทั้งฝุ่น ไอน้ำ ก๊าซ รวมทั้ง PM 2.5 ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ตอนนี้ ซึ่งทำให้ผิวของเราระคายเคือง กระตุ้นการเกิดสิวและทำให้ผิวแพ้ได้ง่าย มีงานวิจัยว่ามลภาวะทางอากาศ ส่งผลให้สานต้านอนุมูลอิสระของผิวลดลงและภูมิต้านทางผิวหนังลดลง ส่งผลให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น ผิวแพ้และอักเสบได้ง่าย ทำให้เกิดสิวตามมาได้

  • อาหารที่รับประทาน อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบมีผลการวิจัยพบว่า อาหารที่ทำให้เกิดสิว มักเป็นอหาการที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงหรืออาหารที่ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น เหมือนที่แจ้งไปในบทความข้างต้น น้ำตาลเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนอินซูลิน หากฮอร์โมนอินซูลินมากขึ้น ส่งผลกระตุ้นฮอร์โมนแอนโดรเจน ก่อให้เกิดสิว นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์จากนมก่อให้เกิดสิวเช่นเดียวกัน เนื่องจากในนมมีส่วนประกอบของ คาร์โบไฮเดรต โอเมก้า 6 และไอโอดีน ที่เป็นการกระตุ้นให้เกิดสิวอักเสบ

  • เครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน เครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพหรือมีการใส่สารที่ไม่ปลอดภัย ทำให้ผิวเกิดการรายเคืองและอักเสบขึ้น และยังทำให้ผิวบางลงและติดเชื้อได้ง่าย ส่งผลให้เกิดสิวได้

  • อาการแพ้จากยาเคมี จะมีอาการคันแดง ผิวแห้งเป็นขุย ผิวบอบบาง ซึ่งเมื่อผิวเราบอบบางทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ง่ายตามมา โดยสิวจากอาการแพ้ยาเคมี มักพบบริเวณ แขน ขา หลัง ก้น เป็นต้น

 

ประเภทของสิวอักเสบ มีอะไรบ้าง ?

 

  สิวอักเสบตุ่มแดง 

สิวอักเสบตุ่มแดง (Papule) เป็นสิวอักเสบในระยะแรกที่เปลี่ยนมาจากสิวอุดตันที่ถูกรบกวนจากการสัมผัส กด บีบ แคะ เกิดจากการติดเชื้อของแบคทีเรียผสมกับการอุดตันของรูขุมขน ขนาดสิวไม่เกิน 0.5 ซม. 

 สิวอักเสบแดงเป็นก้อนลึก 

สิวอักเสบแดงเป็นก้อนลึก (Nodule) เป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง มีอาการเจ็บปวดค่อนข้างมาก เกิดจากการเป็นสิวอักเสบตุ่มแดงแล้วมีการกด บีบ ทำให้แบคทีเรียและน้ำมันในตุ่มสิวกระจายใต้ผิวหนัง ทำให้สิวอักเสบและบวมแดงมากขึ้น

  สิวอักเสบชนิดตุ่มนูนแดงรุนแรง (สิวหัวช้าง/สิวไต/สิวซีสท์)

สิวหัวช้าง หรือ สิวไต หรือ สิวชีสท์ (Severe Nodular Acne/Cyst) เป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรงที่สุด มีลักษณะเป็นตุ้มหรือก้อนนูนแดงขนาดใหญ่ เกิดจากการอักเสบที่มากขึ้น เกิดการอุดตันและมีเชื้อแบคทีเรียมากขึ้น ทำให้รู้สึกเจ็บ เกิดแผลเป็น รอยหลุม และทิ้งรอยสิวที่รักษาได้ยาก  

 

วิธีการรักษาสิวอักเสบ

 

การรักษาสิวอักเสบด้วยตัวเอง

  • ยาทาผิวภายนอก ยาปฏิชีวะชนิดทา ปัจจุบันมีอยู่ 4 ตัว ที่ใช้ในการรักษาสิว ได้แก่

    1.  Clindamycin

        2. Dapsone

        3. Erythromycin

        4. Metronidazole 

มักใช้เป็นยาทาหลักแต่ไม่นิยมใช้เดี่ยวๆ แพทย์แนะนำให้ใช้ร่วมกับ Benzoyl Peroxide  เพื่อไม่ให้เกิดอาการดื้อยา

  • ยากลุ่ม Benzoyl Peroxide หรือ Benzac ที่เราคุ้นเคยออกฤทธิ์โดยการปล่อย Free oxygen radicals ออกมาทำลายเชื้อแบคทีเรีย ช่วยทำให้ผิวแห้ง ส่งผลให้น้ำมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่อุดตันในรูขุมขนถูกชะล้างออกจากใบหน้าได้ง่าย ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Benzac บริเวณดวงตา ปาก และร่องจมูก เนื่องจากเป็บบริเวณที่บอบบาง อาจทำให้ผิวแห้งหรือเกิดการระคายเคืองได้

  • ยากลุ่ม Retinoid (Vitamin A) จะเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างชั้นบนสุดของผิวหนัง ที่อยู่ใกล้รูขุมขน ช่วยลดการอุดตัน ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน จึงลดการเกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบได้ นอกจากนี้ยังช่วยกระชับรูขุมขน ปรับผิวเรียบเนียนอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันมีสารสกัดจากธรรมชาิและสารสกัดสังเคราะห์ที่พัฒนาออกมาให้ใกล้เคียง Retinoid และประสิทธิภาพดีกว่า อ่อนโยนต่อผิวมากกว่า เช่น Bakuchiol, Alfafa, Carrot Seed Oil เป็นต้น

 

การป้องกันการเกิดสิวอักเสบ

 

ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธี ช่วยลดต้นเหตุของการเกิดสิวได้

  การล้างหน้าช่วงเช้า ช่วยชะล้างน้ำมันส่วนเกินและเซลล์ผิวที่ที่ตายแล้วออกไป

  การล้างหน้าช่วงกลางคืน ช่วยขจัดสิ่งสกปรก ฝุ่น มลภาวะต่างๆ โดยวิธีล้างหน้าให้สะอาดมีดังนี้

  • นำโฟมหรือเจลล้างหน้ามานวดเป็นวงกลมทั่วใบหน้าอย่างเบามือ เริ่มตั้งแต่คาง แก้ม จมูก หน้า และขมับ การนวดแต่ละจุดใช้เวลาประมาณ 10 วินาที

  • จากนั้นล้างหน้าตามแนวขน บริเวณหน้าผาก : ลูบไล้บริเวณกลางหน้าปากออกไปจนถึงขมับ

  • ล้างหน้าตามแนวขน บริเวณ จมูก ริมฝีปาก และคาง : ลูบไล้ลงมา เริ่มจากบริเวณหัวตา จมูก เหนือริมฝีปากบน จนถึงปลายคาง

  • ล้างหน้าตามแนวขนบริเวณแก้ม : ลูกจากบริเวณหน้าแก้มออกไปทางกรอบหน้า
    นอกจากนี้อาจเพิ่มความสะอาดได้ด้วยการเช็ดหน้าด้วย cleansing ก่อนล้างหน้า และ ใช้โทนเนอร์หลังล้างหน้า

ทานอาหาร และวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อผิว

จากที่กล่าวไปในหัวข้อข้างต้น การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงหรืออาหารที่ส่งผลต่อการเพิ่มอินซูลิน ทำให้กระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันออกมากขึ้น ดังนั้นควรเลือกรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลกลางถึงต่ำ เช่น 

  • ผัก เช่น บล็อกโคลี่ กะหล่ำดอก แครอท ผักโขม มะเขือเทศ

  • ขนมปัง เช่น ขนมปังธัญพืช  ขนมปังไม่ขัดสี Sourdough

  • ผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล เบอร์รี่ ส้ม มะนาว สตอเบอรี่ ลูกแพร กีวี่ 

  • ถั่ว เช่น อัลมอนด์ แมคคาเดเมีย วอลนัท พิชตาชิโอ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 

  • อาหารประเภทเส้น เช่น โซบะ วุ้นเส้น เส้นที่ทำจากไข่

  • ธัญพืช เช่น ควินัว ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เล่ย์

  • เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อปลาทูน่า ปลาแซลมอน

  • ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม เช่น นม ชีส โยเกิร์ต น้ำมะพร้าว นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์

  • อาหารจำพวกปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาดีน กุ้ง

  • เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อแกะ 

  • ไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก เนย อะโวคาโด

  • สมุนไพรและเครื่องปรุง เช่น กระเทียม กระเพรา เกลือ พริกไทย

ในส่วนของวิตามิน จะเข้าไปช่วยเสริมการช่วยดูแลสิวทางอ้อม โดยช่วยให้ร่างการได้รับวิตามิน แร่ธาตุที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย วิตามินที่ช่วยรักษาสิว มีดังนี้

  • Vitamin A

  • Vitamin D

  • Vitamin E

  • Vitamin C

  • Collagen

  • Zinc


ใช้สกินแคร์ หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ได้มาตรฐาน ไม่มีสารก่ออาการระคายผิว

การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ไม่มีสารก่อการระเคืองกับผิว มีพัฒนาออกมาหลากหลายสูตรในปัจจุบัน เช่น สูตรลดสิว สูตรคุมมัน สูตรให้ผิวชุ่มชื่น ซึ่งมีผลิตออกมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งเซรั่ม ครีม บาล์ม และในหลายๆสูตรมีใส่สารสกัดที่ช่วยลดต้นเหตุของการเกิดสิวคือ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ลดความมันบนผิวหน้า ลดการอักเสบหลังการเกิดสิว และรักษารอยดำรอยแดงหลังการเกิดสิว หรือสูตรที่ช่วยเสริมผิวให้แข็งแรง ให้ชุ่มชื้น ไม่แห้งลอก ผิวไม่บอบบาง ซึ่งเมื่อผิวหน้าแข็งแรงจะทำให้ลดโอกาสในการเกิดสิวได้

 

เลือกสกินแคร์รักษาผิวจากสิวอักเสบ

 

  เลือกสกินแคร์ที่มีสารสำคัญในกลุ่ม AHA

สารกลุ่ม AHA ถูกสกัดจากผลไม้ชนิดเปรี้ยว เช่น มะนาว ส้ม แอปเปิ้ล เป็นต้น หรือที่รู้จักกันในชื่อ Glycolic Acid, Citric Acid, Malic Acid, Lactic Acid, Tartaric Acid และ Mendelic Acid  ช่วยเรื่องผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ปรับผิวกระจ่างใส ลดจุดด่างดำ พร้อมให้ความชุ่มชื้น  เสริมสร้างคอลลาเจน ลดริ้วรอย ปรับผิวยืดหยุ่น เรียบเนียน 

  เลือกสกินแคร์ที่มีสารสำคัญในกลุ่ม BHA 

สารกลุ่ม BHA ถูกสกัดจากเปลือกของต้นหลิวจีน หรือที่รู้จักกันในชื่อ Salicylic Acid ทำความสะอาดรูขุมขน ละลายไขมันใต้ผิวหนัง จะทำให้รูขุมขนกระชับและเล็กลง ลดการอุดตันของผิว รวมทั้งผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ลดการอักเสบและการระคายเคืองของผิว ลดเลือนจุดด่างดำ ลดเลือนริ้วรอย ปรับผิวเรียบเนียน 

  เลือกสกินแคร์ที่มีสารสำคัญในกลุ่ม PHA 

สารกลุ่ม PHA ถูกสกัดจากผลไม้ ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ซึ่งตัว PHA จะมีความอ่อนโยนต่อผิวมากกว่า AHA และ BHA เนื่องจาก AHA และ BHA มีความเป็นกรดสูงกว่า และ PHA มีโมเลกุลที่ใหญ่กว่า จึงทำให้การซึมเข้าสู่ผิวช้ากว่า  เหมาะกับผิวบอบบางค่อนข้างมาก ผิวแพ้ง่าย เข้าได้กับทุกสภาพผิว 

สูตรแนะนำ AHA 10% + BHA 2% Peeling Mask For Face ซีรั่มมาส์กสูตรเข้มข้น ดูแลและฟื้นบำรุงผิวหน้าโดยเฉพาะเพื่อผิวกระจ่างใส ปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอ เผยผิวสวยใสอย่างมั่นใจด้วยสารสกัดจาก AHA ช่วยผลัดเซลล์ที่เสื่อมสภาพอย่างอ่อนโยน ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น และ BHA ช่วยดูแลปัญหาสิว ลดความมันบนใบหน้า เติมความชุ่มชื้นให้ผิวกลับมาดูสุขภาพดีอีกครั้ง

CBD Anti-Pimple Gel เจลแต้มสิว ด้วยคุณสมบัติของสารสกัด 0.5% CBD ผสานกับ BHA ซึมไว ไม่เป็นคราบ สิวแห้งภายในคืนเดียว

2% BHA + 5% PHA Exfoliating Toner โทนเนอร์ดูแลผิวอย่างล้ำลึกพร้อมทำความสะอาด ที่ผสาน Biogenic SA-200 ที่ประกอบด้วย BHA 2% ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน Glucono Delta Lactone ประกอบด้วย PHA 5% ที่ช่วยกรองรังสี UV และไม่ก่อให้เกิด sunburn พร้อมช่วยดูแลปัญหาสิวโดยการเข้าไปขจัดสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

 

          สรุปแล้วสิวเป็นปัญหาที่หลายคนกังวลพบได้ทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ ซึ่งปัจจัยภายใน เช่น ฮอร์โมนร่างกาย และปัจจัยภายนอก เช่น มลภาวะทางอากาศ อาหารการกิน การใช้เครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย ส่งผลให้ผิวเกิดการระคายเคือง เกิดการอุดตันและอักเสบ จนเกิดเป็น “สิวอักเสบ” ขึ้นได้ ทั้งนี้เราสามารถรักษาได้โดยการใช้ยาทาในปริมาณที่หมาะสม รับประทานอาหารที่มีค่าน้ำตาลปานกลางถึงต่ำ รับประทานอาหารเสริมและวิตามิน และวิธีที่สำคัญที่สุดคือ ล้างหน้าให้สะอาดและถูกวิธี นอกจากนี้มิสเดอร์มาแนะนำให้บำรุงสกินแคร์ที่ปลอดภัยและอาจเป็นสูตรรักษาสิว เช่น สูตรที่มีสารสกัดกลุ่ม AHA, BHA และ PHA หรือสูตรเสริมความแข็งแรง เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และปลอบประโลมผิว โดยบริษัทเดอร์มา อินโนเวชั่น ได้ผลิตออกมาหลากหลายสูตรทั้ง มาส์กหน้าลดสิว เจลแต้มสิว แป้งน้ำชมพูแต้มสิว โทนเนอร์ลดสิว ปรับสมดุลผิวหน้า

          Derma Innovation สามารถพัฒนาสูตรเพื่อให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าและเป็นสูตรเฉพาะของลูกค้านั้นๆ โดยใช้ใช้สารสกัดที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีทั้งสารสกัดจากประเทศไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งยังการันตีคุณภาพ มาตรฐานสากล ASEAN GMP, ISO 9001, ISO22716, FDA, Green Industry, HALAL และมีบริการนำส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมทั้งมีเครื่องหมายรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาทุกผลิตภัณฑ์ 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้