5 เทรนด์การตลาด เครื่องสำอาง Skincare ปี 2020

Last updated: Nov 21, 2019  |  4910 Views  |  Marketing Article

5 เทรนด์การตลาด  เครื่องสำอาง Skincare ปี 2020

5 เทรนด์การตลาด

เครื่องสำอาง Skincare ปี 2020




1. ยุคเริ่มต้นของ DATA Marketing ที่จะมาแทน Digital Marketing

หากจะบอกว่าตอนนี้เป็นยุคปลายของ Digital marketing แล้วจะมีใครเชื่อไหมคะ เชื่อเถอะคะเพราะอนาคตหากแบรนด์ไหนยังมุ่งมั่นกับการโพสต์ๆๆๆ และบรอดแคสท์ๆๆๆ โดยไม่ดูทิศทางลมแล้วละก็ เตรียมโดนคู่แข่งทิ้งห่างได้เลย แล้วทิศทางลมที่ว่าต้องดูอย่างไร คำตอบคือดูจาก DATA ที่เรามีในมือ คำว่า DATA ในที่นี้ไม่ต้องคิดภาพใหญ่ขนาดว่าฉันต้องมี BIG DATA หรือเล่นใหญ่ไปจ้างบริษัทวิจัยอะไรขนาดนั้น แต่มันเป็นเรื่องง่ายๆ แค่การเก็บข้อมูลเป็นตัวเลขจริงๆ ไม่ใช่มโนเอา ตัวอย่างข้อมูลเช่น สินค้าตัวไหนขายดี, ลูกค้าซื้อไปนานแค่ไหนกว่าจะมาซื้อซ้ำ, ซื้อไปใช้เองหรือซื้อให้คนอื่นใช้, คนซื้ออายุเท่าไร ชอบฟังเพลงอะไร กินกาแฟไหม ถ้ากินกินร้านอะไร ฯลฯ พวกนี้คือ DATA ที่เราควรเก็บ เอามาคลีน และเอามาวิเคราะห์เพื่อทำการตลาดต่อไป โดยอาศัยเครื่องมือการตลาดทาง Digital อย่างพวก Facebook, Line หรือ website นี่แหละคะ โดยถ้าเราทำการตลาดบนพื้นฐานของ DATA ที่มีทำให้เราสามารถผลิตแคมเปญ หรือ คอนเทนต์ ที่ตรงใจลูกค้าเราได้มากขึ้น

ซึ่งวิธีการเก็บข้อมูลหากเดินไปขอข้อมูลลูกค้าแบบซื่อๆ ก็คงไม่ได้อะไรกลับมา เผลอๆ จะได้ข้อมูลปลอมไปอีก การใส่ความ Creative เข้าไปในการเก็บข้อมูลก็น่าจะเป็นการแก้ปัญหานี้ได้ดี ขอยกเคสตัวอย่างการเก็บข้อมูลผู้ใช้ของ Line ที่ใช้การดูดวงมาแลกกับข้อมูล วัน เดือน ปี เกิดของผู้ใช้ ซึ่งโอกาสจะได้ข้อมูลปลอมน้อยมาก

2. ประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์ สำคัญกว่าเครื่องมือ

ในยุคที่ลูกค้ามาเร็ว ไปเร็ว มีข้อมูลมากมายหลั่งไหลมาให้ลูกค้าพิจารณา การนำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุดทั้งก่อน ระหว่าง และหลังซื้อ จึงถือเป็นเรื่องที่หลายแบรนด์ควรเริ่มจริงจังในการแย่งเวลาจากลูกค้า ซึ่งมีความสำคัญกว่าการมีเครื่องมือให้ครบ แต่ไม่ตอบโจทย์ประสบการณ์ของลูกค้า ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าถ้าคุณจะซื้อสกินแคร์สัก 1 ชิ้น คุณจะทำอย่างไรบ้าง

ค้นหาจาก Google > เข้าไปดูรีวิวใน Twitter > เช็คราคาใน Lazada / Shopee > ทักแชทไปซื้อใน Line > ติดตามสินค้าใหม่ๆ ทาง Facebook

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างจุดที่แบรนด์จะได้เจอกับลูกค้า หรือที่เรียกว่า Touch Point แล้วในฐานะแบรนด์เราได้ Design ประสบการณ์ในแต่ละจุดไว้อย่างไร เพราะถ้าหากเราไม่ได้ Design ประสบการณ์ในแต่ละจุดเอาไว้ดีพอ ลูกค้าก็มีโอกาสหนีไปหาคู่แข่งได้ทันที

และจากที่ยกตัวอย่างมาไม่ได้หมายความว่าทุกแบรนด์ต้องมีเครื่องมือครบตามนี้นะคะ ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการ Design Customer Journey ซึ่งเป็นภาพใหญ่ของการ Design User Experience อีกทีค่ะ

3. การตลาดเฉพาะกลุ่ม

จากปี 2019 ที่ผ่านมาการตลาดแบบ Community ค่อนข้างเด่นชัด และมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมผู้เล่นหลักคือ Facebook Group ก็มีผู้เล่นหน้าใหม่มาขอแชร์ตลาดนั่นคือ Line Square ก่อนมาเปลี่ยนเป็น Open Chat เรื่องนี้บอกอะไรกับเราในฐานะคนทำแบรนด์?

นั่นหมายความว่าวิธีการคิดเพื่อที่จะหาลูกค้ามันถูกเปลี่ยน (ไม่ใช่ "จะเปลี่ยน" นะคะ เพราะมันเปลี่ยนไปแล้ว) จากเดิมเวลาเราคิดว่าผลิตสินค้ามาจะขายใคร เราก็จะมีชุดข้อมูลนี้โผล่าขึ้นมาคือ เพศ, อายุ, การศึกษา เป็นต้น แต่ปัจจุบันมันถูกเพิ่มเติมด้วย “ความสนใจ” โดย Platform แรกๆ ที่เอาตรงนี้มาใช้ก็คือ Facebook นั่นเอง (ใครเคยซื้อโฆษณา Facebook น่าจะเห็นภาพนะคะ)

พอมันมีข้อมูลเรื่องความสนใจเข้ามาบางทีมันก็จะขัดแย้งกับชุดข้อมูลเรื่องเพศ อายุ และการศึกษา อย่างที่เราเคยชิน เพราะเราอาจจะเห็นคนทำงานวัย 40 ที่ยังชอบเล่นเกมส์ หรือเด็กวัยรุ่นอายุ 15 สนใจการลงทุน ซึ่งคนเหล่านี้จะไปรวมกันในกลุ่ม Community เดียวกันตาม Platform ที่กล่าวไปข้างต้นค่ะ และในฐานะเจ้าของแบรนด์เราก็คงต้องมองเรื่องกลุ่มเป้าหมายใหม่ให้ต่างจากเดิม เพราะบางทีครีมลดริ้วรอย อาจจะไม่ได้ผูกติดกับลูกค้าอายุเยอะเสมอไป แต่อาจจะเป็นกลุ่มวันรุ่นที่นอนดึกเพราะติดแคสท์เกมส์ หรือกลุ่มหนุ่มสาวออฟฟิศที่ติดซีรีย์ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

4. มีจุดยืนเพื่อโลก

ในปี 2019 เราเริ่มเห็นการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมจากแบรนด์ใหญ่ๆ เพื่อส่วนร่วมในการดูแลโลกมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การประกาศงดให้ถุงพลาสติก จาก The mall ที่ยอมหักดิบงดแจกทันที ถ้าอยากได้ต้องบริจาค 1 บาทเข้าการกุศล เป็นต้น สิ่งเหล่านี้นอกจากจะช่วยโลกได้ในทางอ้อมแล้ว ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ได้อีกด้วย แล้วแบรนด์ Skincare อย่างเราล่ะทำอะไรได้บ้าง?

การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำร้ายโลกน้อยที่สุด ก็ถือเป็นวิธีการที่ดีที่เหมาะกับแบรนด์ Skincare นะคะ และปัจจุบันก็มีบรรจุภัณฑ์สวยๆ แต่ไม่ทำร้ายโลก Recycle ง่ายมาให้เลือกเยอะพอสมควร

หรือการเลือกให้มีบรรจุภัณฑ์แบบ Refill ซึ่งนอกจากจะเป็นการมีจุดยืนเพื่อโลกแล้ว ก็ยังเป็นการประหยัดต้นทุนการผลิตไปอีกชั้นด้วย ถือเป็นการ win win win ทั้งสามฝ่ายระหว่าง เจ้าของแบรนด์ ลูกค้า และโลกของเรา

แต่ทั้งหมดนี้ก็อย่าลืมสื่อสารอย่างชัดเจนให้ลูกค้าเข้าใจถึงจุดยืน ว่าทั้งหมดนี้เราทำไปเพื่ออะไรนะคะ

5. ขายให้ Create และกล้าลองผิด ลองถูก

ในปี 2019 เราเห็นนักขายหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมายผ่าน Facebook Live แต่เครื่องมือไม่ใช่ประเด็น จุดน่าสนใจมันคือความคิดสร้างสรรค์ที่ใส่ลงไปในขณะขายต่างหาก ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ ฮาซัน อาหารทะเลตากแห้ง จ.สตูล ที่ทำเอาทุกสื่อออนไลน์ต้องหันไปจับตามอง

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าความคิดสร้างสรรค์ ถ้าเอาไปใส่ให้ถูกที่มักจะเวิร์คเสมอ และเทรนด์นี้ก็จะยังไม่เปลี่ยนแปลงในปี 2020 แต่สิ่งที่จะต้องทำเพิ่มคือ เมื่อเราจะเริ่มแคมเปญซัก 1 แคมเปญ การผลิตคอนเทนต์ออกมา จำเป็นที่จะต้องมีมากกว่า 1 คอนเทนต์ เพื่อหาสิ่งที่ใช่ที่สุดในการมาทำการตลาด

และทั้งหมดคือสิ่งที่แบรนด์ทั้งหลายจำเป็นต้องศึกษาไว้เป็นแนวทางเพื่อทำการตลาดสกินแคร์ และเครื่องสำอางในปี 2020 นะคะ โดยเทรนด์ที่ว่ามาต่างก็เป็นพัฒนาการของการตลาดที่จะต่อเนื่องไปจากปี 2019 และเป็นเทรนด์ของโลกที่บางอย่างก็เริ่มจะเกิดขึ้นแล้วกับแบรนด์ใหญ่ๆ ค่ะ

เพราะฉะนั้นถ้าหากจะสร้างแบรนด์แล้วไม่อยากจะย่ำอยู่กับที่ หรือเสียเวลาไปทำการตลาดแบบที่ตกยุคไปแล้ว โดยทำไปก็ไม่เห็นผลอะไร ก็อย่าลืมมาสร้างแบรนด์กับผู้ผลิตสกินแคร์ที่ใส่ใจคุณทุกรายละเอียดตั้งแต่เริ่มต้น จนคุณประสบความสำเร็จอย่างเดอร์มา อินโนเวชั่น นะคะ


 

 

 

คลิกดูมาตรฐานของเดอร์มา อินโนเวชั่น 

www.derma-innovation.com/our-standard