ทำไมต้องผลิตเครื่องสำอาง กับโรงงานมาตรฐาน ISO

Last updated: Nov 21, 2018  |  357 จำนวนผู้เข้าชม  |  บทความเครื่องสำอาง Article บทความการตลาด

ทำไมต้องผลิตเครื่องสำอาง กับโรงงานมาตรฐาน ISO

อยากเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง
ทำไมต้องเลือกผลิตกับโรงงานมาตรฐาน ISO
 
 
เชื่อว่าหลายท่านคงจะคุ้นเคยกันดีกับตัวย่อ "ISO" (International Organization for Standardization) ซึ่งเป็นมาตรฐานรับรองคุณภาพระดับโลก โดยจะแบ่งย่อยมาตรฐานด้านต่างๆ ตามแต่ละอุตสาหกรรมออกไปตามตัวเลขเช่น ISO 9001 ก็จะหมายถึงการรับรองคุณภาพด้านการจัดการขององค์กรนั้นๆ
 
แล้วคุณภาพด้านการจัดการคืออะไร มีผลอะไรต่อการผลิตเครื่องสำอาง ทำไมต้องผลิตกับโรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 มิสเดอร์มา รวบรวมคำตอบมาให้แล้วค่ะ
 

1. ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้สินค้า และบริการที่มีมาตรฐาน
 
แน่นอนว่าเมื่อเราจะร่วมงานกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจสักแห่งสิ่งที่เราคาดหวังคงหนีไม่พ้นคำว่าคุณภาพมาตรฐาน เพราะนั่นจะหมายถึงว่าเมื่อเวลาผ่านไปสิ่งดีๆที่เราเคยได้รับจากสินค้าและบริการนั้นๆจะยังคงอยู่ ไม่ใช่ดีแค่ช่วงแรกแต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วคุณภาพค่อยๆ ตกลงเรื่อยๆ
ซึ่งก็แน่นอนว่าโรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO ย่อมมีการรักษาคุณภาพที่ดีให้กับคุณลูกค้าแน่นอน เพราะสิ่งที่จะเป็นปัจจัยหลักให้ผ่านการรับรอง ISO นั้นนั่นก็คือการสร้าง และรักษามาตรฐานนั้นๆ ไว้ได้
ด้วยเหตุผลนี้จึงมั่นใจได้ว่า ถ้าอยากได้สินค้า และบริการที่มาตรฐานดีไม่มีตก ต้องเลือกโรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล เช่น ISO เป็นต้น
 
 
2. ลูกค้าเป็นบุคคลสำคัญเสมอ
 
หนึ่งในข้อกำหนดการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 นั้นคือการให้ความสำคัญกับลูกค้า ด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้เลยว่าเมื่อคุณมาเป็นลูกค้าของเราคุณจะเป็นบุคคลสำคัญเสมอ
 
 
 
3. ได้รับบริการที่รวดเร็ว ตรวจสอบได้
 
3 นโยบายหลักที่ต้องปฏิบัติตามสำหรับองค์กรที่ผ่านมาตรฐาน ISO 9001 ก็คือ
   - การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
   - มีแผนการปฏิบัติที่ชัดเจน
   - บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
ด้วย 3 นโยบายนี้ทำให้การทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ามีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณควรเลือกใช้บริการโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO 9001
 
 
 
4. ทุกกระบวนการมีผู้ดูแลงานชัดเจน ตามมาตรฐานการจัดการ
 
ทุกขั้นตอนการทำงานหากต่างคนต่างทำ ไม่มีผู้ดูแลงานที่ชัดเจนว่ากระบวนการนี้ใครคือผู้รับผิดชอบ หากเกิดปัญหาติดขัดระหว่างกระบวนการขึ้นมาก็คงวุ่นวายน่าดูเพราะกว่าจะสืบหาต้นตอผู้รับผิดชอบได้คงใช้เวลานาน และกว่าจะได้รับการแก้ไข ปัญหาอาจจะบานปลายจนเกิดความเสียหายได้
โดยเฉพาะถ้าเราเป็นลูกค้าก็คงไม่อยากไปฝากอนาคตของธุรกิจไว้กับโรงงานที่ไร้มาตรฐานการจัดการแบบนี้ เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าหากเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว ความเสียหายอาจบานปลายจนเกินควบคุม ธุรกิจที่เราเพียรสร้างมาก็อาจจะพังทลายลงไปเพียงเพราะความไร้มาตรฐานของผู้ผลิตก็เป็นได้
 
 
 
5. มีการวิเคราะห์ และประเมินผล
 
เราไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งที่เราดำเนินการอยู่นั้นเป็นหนทางที่ถูกต้อง หรือเดินมาถูกทางไหมหากขาดการวิเคราะห์ และประเมินผล ซึ่งการวิเคราะห์ และประเมินผลนั้นนอกจากจะทำให้เราเห็นจุดบกพร่องที่ผ่านมาแล้ว ยังทำให้เห็นจุดแข็งได้อีกด้วยจุดนี้จะเป็นประโยชน์มากสำหรับลูกค้าเพราะจะได้ร่วมงานกับพาร์ทเนอร์ที่มีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้สินค้าของเราถูกเพิ่มประสิทธิภาพตามไปด้วย บวกกับคุณภาพการบริการที่เพิ่มตาม ก็เท่ากับว่าการลงทุนของเรายิ่งนานวัน มันยิ่งคุ้มค่าเพราะการพัฒนาต่อเนื่องของพาร์ทเนอร์ ทำให้ทุนเท่าเดิมแต่ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นทุกวัน
 
 
 
สุดท้าย สรุปว่าหากจะเลือกพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจสักแห่งเพื่อมาเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับเราก็ควรเลือกโรงงานที่มีมาตรฐาน ซึ่งคำว่ามาตรฐานไม่ใช่แค่เพียงการมองด้วยตาเปล่าแต่ต้องมีการรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ในระดับสากลเช่น ISO เป็นต้น
 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง